บทความทั้งหมด

แอดมินไปค้นเจอประวัติการใช้กีต้าร์ของ Eric Clapton มาก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟังครับ แต่จะเล่าแบบสรุปสั้นๆไม่ลงรายละเอียด เพราะอยู่มาจนอายุได้ 75 ปีถึงทุกวันนี้แคลปตันมีกีต้าร์ผ่านมือมาแล้วมากมาย หากเล่าละเอียดเดี๋ยวจะอ่านกันตาเหลือกครับ ตอนอยู่วง Yardbirds แคลปตันใช้ Fender Telecaster, Fender Jazzmaster, Gretsch 6120 double-cutaway และ Gibson ES-335 1964 Cherry-Red แต่เขากลายมาเป็นภาพจำของกิ๊บสันในช่วงปี 1965 เพราะไปซื้อ Gibson LP sunburst ปี 1960 มือสองมาจากร้านขายเครื่องดนตรีในลอนดอน ที่บอกว่ากลายเป็นภาพจำเพราะเขาใช้มันบ่อยมากเนื่องจากคอเล็กเล่นง่าย พอมาทำวง Cream กีต้าร์ Les Paul สุดที่รักโดนขโมยไปเขาไปซื้อ Les Paul มาอีกตัวโดยขอซื้อต่อจาก Andy Summers เพื่อนรักมือกีต้าร์วง The Police จากนั้นก็ไปได้ Gibson SG ปี 1964 มาครอบครองอีกตัวและตั้งชื่อให้มันว่า The Fool ทั้ง LP และ SG สองตัวนี้แคลปตันใช้มันคู่กับ Marshall JTM45 amplifier ที่ให้โทนเสียงที่แคลปตันเรียกเองว่ามันคือเสียงแบบ Woman Tone ใครที่อยากรู้ว่าเป็นยังไงลองไปหาเพลง Sunshine of Your Love ฟังดูได้ครับ ปี 1968 แคลปตันที่ยังคงติดใจกิ๊บสันก็ไปหาซื้อ Gibson Firebird มาใช้งาน คราวนี้เขาจับคู่ใช้กับ Gibson ES-335 1964 Cherry-Red ตัวที่เคยใช้ตั้งแต่สมัยอยู่วง Yardbirds แต่ไม่ได้เอาออกมาใช้นานแล้ว ES-335 ตัวนี้ถูกนำออกมาประมูลในปี 2004 และมีคนบ้าเลือดซื้อไปในราคาสูงถึง 847,500 ยูเอสดอลล่า คุณพระคุณเจ้า..!!! เดือนกรกฏาคม ปี 1968 แคลปตันโชว์ความป๋ายกกีต้าร์ Gibson Les Paul 1957 ตัว goldtop ที่เขาเอาไปทำสีใหม่เป็นสีแดงให้กับ George Harrison (มือกีต้าร์ในดวงใจของแอดมินเลยครับคนนี้) กีต้าร์ตัวนี้ชื่อ Lucy จากนั้นเดือนกันยายนก็ไปอัดเสียงกีต้าร์ในเพลง While My Guitar Gently Weeps ซึ่งเป็นเพลงที่จอร์จเป็นคนร้องให้กับวง The Beatles โดยใช้กีต้าร์ตัวนี้อัดเสียง พออัดเสียงเสร็จปรากฏว่าบ้านจอร์จโดนยกเค้า Lucy โดนขโมยไป มีนักดนตรีคนหนึ่งไปเจอมันที่ร้านขายเครื่องดนตรีมือ 2 และซื้อเอาไว้ พอจอร์จรู้ข่าวเลยต้องเอากีต้าร์กิ๊บสันอีกตัวพร้อมกับ Fender Precision Bass ไปขอแลกคืนแบบ 2 แลก 1 ก่อนที่ปี 1973 Lucy ได้ขึ้นเวทีโชว์พลังเสียงของมันอีกครั้งเพราะจอร์จให้แคลปตันขอยืม Lucy ไปใช้ใน Concert at the Rainbow ปี 1972 แคลปตันขาย Gibson SG The Fool ไปให้กับ Jackie Lomax ที่เป็นเพื่อนกับจอร์จ แล้วไม่รู้ว่า Jackie ร้อนเงินอีท่าไหนเพราะดันเอาไปขายต่อให้กับ Todd Rundgren แค่ 500 ยูเอสดอลล่าเท่านั้น (Todd เป็นพ่อบุญธรรมของน้อง Liv Tyler ครับ) Todd เอามันไปบูรณะใหม่และเปลี่ยนชื่อจาก The Fool เป็น Sunny ซึ่งก็มีที่มาจากเพลง Sunshine of Your Love ที่แคลปตันใช้มันเล่นนั่นแหละ จนกระทั่งปี 2000 Todd นำมันออกประมูลและมีคนซื้อไปในราคา 150,000 ยูเอสดอลล่า ส่วน Fender นั้นเท่าที่บันทึกไว้แคลปตันเริ่มใช้จริงจังในปี 1969 ใน Concert in Hyde Park ที่ London ตอนนั้นเขาทำวง Blind Faith และใช้กีต้าร์ Fender Custom Telecaster จากนั้นแคลปตันเปลี่ยนมาใช้ Fender Stratocaster เพราะเห็น Buddy Holly, Buddy Guy และ Hank Marvin เล่นแล้วชอบ ยิ่งพอ Steve Winwood เพื่อนรักในวง Blind Faith หยิบมันมาเล่นให้ดูด้วยแล้วแคลปตันบอกตัวเองว่า Fender Stratocaster นี่โคตรจะโดนเลย นั่นเลยทำให้ต่อมาแคลปตันมีทั้ง Brownie ทั้ง Blackie แถมยังโชว์ป๋าอีกตามเคยด้วยการซื้อ Strat อีก 3 ตัวแจก George Harrison, Steve Winwood และ Pete Townshend แห่งวง The Who ประมาณว่ากูชอบเลยอยากให้มึงใช้ด้วยกัน 24 กรกฏาคม 2004 แคลปตันเอา Blackie ไปประมูลเพื่อหาทุนสนับสนุน Crossroads Centre ที่รณรงค์ต่อสู้เพื่อคนติดเหล้าติดยา ปรากฏว่ามีคนประมูลไปสูงถึง 959,500 ยูเอสดอลล่า คนประมูลได้กีต้าร์ ส่วนแคลปตันได้บุญ ส่วนพวก Signature guitar ของแคลปตันนั้นมี Fender กับ Martin ที่ทำออกมา ปี 1988 Fender ทำ Eric Clapton Stratocaster Signature ในขณะที่ Martin ทำ acoustic ที่เป็น Signature ของเขาออกมาหลายโมเดล ของ Martin ตัวที่คุ้นกันดีที่สุดคงหนีไม่พ้น Limited edition 000-42EC Eric Clapton signature ปี 1995 , Martin 000-28 EC ที่แคลปตันใช้เล่นเพลง Change the World เพลงฮิตของเขา, Martin 1939 000-42 ใช้ในอัลบั้ม Unplugged (ตัวนี้มีคนประมูลไป 791,500 ยูเอสดอลล่า) ตลอด 30 กว่าปีในชีวิตนักดนตรีกีต้าร์ของแคลปตันมี Technician ที่คอยดูแลซ่อมแซมให้คือ Lee Dickson ครับ แอดมินว่าจะเล่าสั้นๆแต่มันก็สั้นไม่ลงจริงๆ ขอตบท้ายด้วยการขายของหน่อยนะครับ ในสภาวะที่ต้องเก็บกักตัวเพราะ Covid-19 แบบนี้เพจ Poodpad Strings ของแอดมินมีกีต้าร์ดีๆในราคาจับต้องได้ให้เลือกชิม ช็อป ใช้ เอาไว้เป็นเพื่อนผ่อนคลายยามกักตัว จะสด จะรูด จะผ่อน คุยกันได้ครับ ส่งถึงกระไดบ้านทุกหลังในอาเซี่ยน พิเศษสุดถ้าใครอยู่อู่ฮั่นแล้วสั่งซื้อเอาไปเลย 1 แถม 1 ครับ

และแล้วก็มาจนได้ รูปทรงที่โฉบเฉี่ยวสวยงามสดุดตาสุดๆ เหมาะสมการพกพาและเคลื่อนย้าย จะเดินทางหรือแม้กระทั้งออกแอมป์ใช้เล่นกลางคืน มันสามารถตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว

ปี 1801 พ่อ Johann Georg Martin ส่งลูกชาย Christian Frederick Martin ที่อายุแค่ 15 ขวบไปที่กรุงเวียนนา เพื่อไปเรียนการทำกีต้าร์กับ Johann Stauffer ช่างทำกีต้าร์ชื่อดังในยุคนั้น ไอ้หนู C.F. Martin เรียนรู้ทุกอย่างจาก Johann Stauffer โดยที่ผู้เป็นพ่อก็ไม่รู้หรอกครับว่าในอนาคต C.F. Martin ผู้นี้จะทำให้กีต้าร์ Martin กลายเป็นตำนานในที่สุด หลังกลับมาจาก Vienna มาปักหลักที่ Markneukirchen, Germany บ้านเกิด C.F. Martin รู้ตัวดีว่าเขาไม่อยากเป็นแค่ช่างทำไวโอลินต๊อกต๋อย เขามองเห็นโอกาสที่อเมริกาก็เลยเก็บข้าวของรวบรวมเครื่องไม้เครื่องมือแล้วอพยพครอบครัวไปอเมริกา ช่วง 6 ปีแรกเขาใช้ชีวิตที่ New York แต่หลังจากนั้นก็ขยับขยายไปอยู่ที่ Nazareth, Pennsylvania ในปี 1867 ที่นี่แหละครับที่เขาก่อตั้งบริษัท C. F. Martin & Co. กับลูกชายและหลานคนแรก กีต้าร์ของ Martin สร้างชื่อในเรื่องของการออกแบบ , งานผลิตที่ประณีตบรรจง , การเลือกใช้วัสดุแบบพรีเมี่ยม และเสียงที่มีมาตรฐานเป็นเอกลักษณ์ จากร้านกีต้าร์เล็กๆใน New York ใครจะไปคิดล่ะครับว่า Martin จะโตพรวดๆ เพราะพอย้ายมาอยู่ที่ Nazareth, Pennsylvania กิจการก็ใหญ่โตจนมีคนงานกว่า 600 คน Martin Museum ของพวกเขาไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ธรรมดา แต่มันคือขุมสมบัติ เป็นแหล่งความรู้ที่ช่างทำกีต้าร์แต่ละคนได้ใช้เทคนิคสร้างสรรค์กีต้าร์ขึ้นมาประดับโลก มันบ่งบอกถึงการทำงานหนักของแผนกวิจัยและพัฒนาของ Martin ไม่แปลกเลยครับที่ศิลปินดังๆต่างให้ความเชื่อถือในกีต้าร์ Martin จนถึงขนาดที่ว่า Martin กล้าที่จะเคลมว่ากีต้าร์ตัวเองมี trademark sound ที่เจ้าอื่นเลียนแบบไม่ได้ แล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำกีต้าร์ แต่ Martin ยังให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล หลายๆคนที่นี่จะเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 และ 3 ที่สืบทอดงานฝีมือมาจากคนรุ่นก่อน Martin รักษาคนเหล่านี้ไว้เพราะเชื่อว่าพวกเขามี Martin DNA บริษัทเจริญรุ่งเรืองได้เพราะคนเหล่านี้ครับ คำแนะนำในการเลือกกีต้าร์ Martin อย่างแรกเลยก็คือจงให้ความสำคัญกับขนาดเป็นอย่างแรก เพราะถ้าเราตัวเล็กมือเล็กก็ควรเลือกกีต้าร์ size ที่เหมาะสมกับตัวเอง จากนั้นก็พิจารณาสเป็คของไม้เพราะไม้แต่ละอย่างก็ให้เสียงที่ต่างกัน ของ Martin ส่วนใหญ่จะเป็น solid wood top ในขณะที่ไม้ Spruce นั้น Martin ก็ใช้เยอะในส่วนของ soundboard ส่วน cedar กับ mahogany ก็ล้วนแล้วแต่ให้ tonewood ที่เป็นเอกลักษณ์ของมันเอง ด้านหลังและด้านข้างนั้น Martin มักชอบใช้ไม้ mahogany, rosewood, และ maple ในขณะที่ภาคไฟฟ้านั้น Martin ผูกปิ่นโตกับ Fishman ครับ สายการผลิตของ Martin นั้นเยอะมาก แต่ละซีรี่ส์ก็มีคาแร็คเตอร์ของตัวเอง เช่น X Series ,Road Series ,Performing Artist Series , 15 / 16 / 17 Series , Standard Series , Vintage Series , Authentic Series แน่นอนว่าราคาก็มีทั้งถูกทั้งแพงครับ อยากรู้ว่ากีต้าร์ Martin เทพแค่ไหนลองเลือกจิ้มจากเพจของแอดมินเอาไปกอดเล่นซักตัวครับ แล้วคุณจะรู้ว่าคุณไม่ได้ซื้อกีต้าร์ แต่ที่คุณซื้อไปมันคือตำนาน

Lorem Ipsum is simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of

Lorem Ipsum is simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of

Lorem Ipsum is simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of

Ut ornare vehicula purus non commodo. Pellentesque dui nulla, porttitor vitae augue vel, sollicitudin sollicitudin eros. Mauris bibendum elementum feugiat.

Ut ornare vehicula purus non commodo. Pellentesque dui nulla, porttitor vitae augue vel, sollicitudin sollicitudin eros. Mauris bibendum elementum feugiat.

Ut ornare vehicula purus non commodo. Pellentesque dui nulla, porttitor vitae augue vel, sollicitudin sollicitudin eros. Mauris bibendum elementum feugiat.

Ut ornare vehicula purus non commodo. Pellentesque dui nulla, porttitor vitae augue vel, sollicitudin sollicitudin eros. Mauris bibendum elementum feugiat.

Lorem Ipsum is simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of

Lorem Ipsum is simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of

Lorem Ipsum is simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้